พัฒนาภาษาอังกฤษได้ที่นี่ทุกวัน

#ภาษาอังกฤษเปลี่ยนชีวิต

บทความล่าสุด

บทความพัฒนาภาษาอังกฤษ

หมวดหมู่

คุณรักตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไร และอย่างไร

1122

คุณแนนได้ให้การสัมภาษณ์กับเราในหัวข้อ "คุณรักตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไร และอย่างไร"

 

 

คุณรักตัวเองครั้งล่าสุดเมื่อไร ?

แอน: ตอนที่เรียนจบแล้วไปสมัครงาน เพราะรู้สึกว่าต้องทำเพื่อตัวเองล้วนๆ

อะไรเป็นอุปสรรค์ในการรักตัวเองครั้งนั้น ?

แอน: ด้วยความฝันที่อยากทำงานบริษัทต่างชาติมากๆตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้นในการใช้ชีวิตจริง ฝันเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อุปสรรค์แรกที่เจอคือเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ อย่างตอนที่ไปสัมภาษณ์ อยากทำงานบริษัทต่างชาติ เค้าก็ต้องสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ปรากฎว่า พอเข้าไปนั่ง เค้าถามอะไรมา เราไม่สามารถแปลได้เลย เคยคิดว่าเราก็เรียนมาแล้วก็น่าจะพูดได้ แต่ในการสื่อสารในชีวิตจริง มันไม่ใช่ เราไม่สามารถสื่อสารได้ รู้สึกเฟลมากๆ หลังจากนั้น จากที่โดนปฏิเสธมาหลายครั้งเลยรู้สึกว่า เราจะยอมแพ้อย่างนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เราไปถึงความฝันของเราให้ได้ ก็พยายามหาซื้อหนังสือมาอ่าน ก็ยังไม่ได้ เสิทหาวิธีในเน็ตว่าต้องทำอย่างไร เค้าก็แนะนำว่าให้เปิดหนังซาวน์แทร็กดู แต่มันยังไม่ได้ เพราะเราจะเอาไปใช้ในการทำงานการสัมภาษณ์ มันคนละเรื่องกัน เราควรจะหาที่ฝึกพูดจริงๆสักทีเพราะการสื่อสารให้ได้นั้นสำคัญที่สุด

a1

 

ในการรักตัวเองครั้งนี้คุณได้ทำสำเร็จแล้วหรือยัง ?

แอน: กล้าพูดเลยนะว่า สำเร็จแล้ว เพราะภาษาอังกฤษ ต้องขอบคุณตัวเองด้วยนะที่ตอนนั้นพยายามอดทน เข้าคลาสเรียน เพราะรู้สึกว่าถ้าตอนนั้นยอมแพ้ไป คงไม่ได้รักตัวเองอย่างนี้

 

เล่ารายละเอียดความสำเร็จนี้ได้ไหม ?

แอน (ขอเล่าแบบยาวๆ): หลังจากที่เรียนจบ เรา “โดนปฏิเสธรับเข้าทำงานหลังจากรอบสัมภาษณ์” ถึง 7 ครั้ง เงินเดือนที่แรกของเราก็น้อยมากๆ

เราเรียนจบปี 2556 ณ มหาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เกรดน้อย ไร้ซึ่งประสบการณ์การทำงาน ความรู้ทางภาษาอังกฤษก็งูๆปลาๆ ได้แค่ yes, no, ok มีอีกๆ I’m fine…thank you…love you 5555 ไปสมัครงานมาหลายที่แต่ถูกปฏิเสธหลายรอบมากๆ  และเมื่อไม่นานมานี้ เราและเพื่อนร่วมมหาลัยของเราก็ได้เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ ในตำแหน่งมาเก็ตติ้ง เงินเดือนหมื่นนิดๆ !!!

 

หลังจากทำงานที่นี่ได้หนึ่งปี ก็มีประสบการณ์ด้านมาเก็ตติ้งบ้าง คิดว่าทำงานด้วยเงินเดือนน้อยเท่านี้คงอยู่ไม่ได้แน่ แถมอยู่ต่างจังหวัดอีกต่างหาก โอกาสพัฒนาความก้าวหน้าทางอาชีพก็น้อย เลยตัดสินใจเดินทางมากรุงเทพเพื่อหางานที่ดีกว่า ปี 2554 เราได้ทำงานในกรุงเทพ เงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท หลังจาก 2 ปีเต็มที่เราทุ่มเทตั้งใจทำงานทำให้บริษัทเห็นความสามารถในตัวเรา เราได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้า เงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 23,000 ก็ถือว่าโอเคนะ คิดว่าจะไม่ย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว จะปักหลักอยู่บริษัทนี้จนแก่ หลังจากเลื่อนตำแหน่งได้ไม่นาน ก็มีเจ้านายใหม่มา อารมณ์แปรปรวนมาก คนในบริษัทไม่มีใครชอบพี่เขาเลย ร่วมงานกับเขายาก เรื่องมากสุดๆ ส่วนตัวเราเฉยๆ ก็เข้าใจพี่เขา อาจจะทำงานเครียด เพราะเขาเป็นคนใจร้อน แต่เรากลับเป็นคนที่พี่ชอบที่สุด อาจจะเพราะทำงานดีมั่ง แต่มีครั้งหนึ่งเรากับพี่ เถียงกันเสียงดังมาก ด้วยความโมโห และใจร้อน วันนั้นเราตัดสินใจลาออกเลยเพราะเราคงไม่กล้าทำงานต่อแบบนี้อีกแล้ว มันไม่สบายใจ

 

พอเรากลับบ้านก็นัดเจอคนรู้จักเก่าๆ ได้มีโอกาสได้คุยและเล่าให้พี่คนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ของเราฟัง พี่เขาเก่งมาก เรียนจบเมืองนอก เก่งทั้งด้านมาเก็ตติ้งและทั้งด้านภาษา ตอนนี้พี่เขาทำงานที่สิงคโปร์ พวกเราสนิทกันมาก มีเรื่องอะไรก็เล่าให้ฟัง เมื่อพูดถึงเรื่องลาออก พี่เขาตอบกลับมา ซึ่งเราไม่มีวันลืมเลยจริงๆ ว่า “เจอเรื่องแค่นี้ก็ท้อแล้วเหรอ? ในชีวิตเรามีอีกหลายเรื่อง มีอีกหลายปัญหา รู้ไหมว่าเวลาพี่ทำงาน พี่ยังโดนเขาด่าว่าโง่เลยนะ แต่พี่ก็ทำได้แค่รับรู้ และพัฒนาตัวเองมาเสมอ ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและพัฒนาตัวเองถึงจะเก่งนะ”

 

พอมานั่งคิด พี่เขาพูดก็ถูก เราต้องปรับตัว ต้องเปลี่ยนแนวความคิค ก่อนที่จะตัดใจทำอะไรก็ต้องคิดดีๆก่อน

ตอนนั้นยอมรับว่า นี่คือเราเป็นคนตกงานแล้ว วิ่งเข้าเว็บ google หางาน มีงานดีๆ เงินเดือนสูงๆ (4-5หมื่น) แต่ต้องพูดอังกฤษได้ หน้าจ่อยเลย สมัครงานที่อื่นก็ได้ เงินเดือนเริ่มต้นน้อยก็ได้ ถึงมีน้อยดีกว่าไม่มีเลย อย่างน้อยก็มีเงินใช้ มีเงินจ่ายค่าบ้านค่าน้ำ ก็ดีกว่าตกงาน อาจจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากเขาก็ได้

เมื่อกันยายน 2559 นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา เราได้เข้าทำงานที่บริษัททำธุรกิจ start-up และธุรกิจได้ขยายไปหลายประเทศในเอเชีย เงินเดือนเริ่มต้นแค่ 15,000 ที่จริงช่วงแรกๆ คิดว่าจะทำงานแค่ชั่วคราวไปก่อนก่อน เงินเดือนได้แค่นี้ใครจะอยู่ได้

แต่...ไม่เลย มันไม่เหมือนอย่างที่คิดเลย ทำไปทำมา มันใช่ คือชอบมาก ทำงานจนลืมกินลืมนอน ทุกๆวันทำงานแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่มเลย (งานมาเก็ตติ้งมันเป็นอย่างงี้แหละ) แต่ไม่เคยเบื่อเลย ที่นี่งานหลากหลาย หลายด้าน มีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ แต่ถ้าอยากเรียนอะไรก็สอนให้หมดเลย เช่น Facebook ads, google adwords, social... ที่จริงนะ ถ้าเข้าทำงานที่นี่เพื่อเงิน อย่าทำดีกว่า แต่ถ้าอยากได้เรียนรู้เพิ่มเติม คุณหาถูกที่แล้วแหละ ในบริษัท ใครเก่งเราก็ไปทำความรู้จักหมดเลย เพราะเผื่อบางทีมีอะไรจะได้ปรึกษาหรือไปเรียนกับเขาได้

แล้วเราก็ตัดสินใจจะพยายามเรียนรู้ที่นี่ให้เก่งก่อนแล้วค่อยไปหางานที่อื่นที่ให้เงินเดือนเยอะกว่านี้ หากมีประสบการณ์ในการสมัครงานและสำภาษณ์งาน งานอะไรที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งเยอะ เงินเดือนจะยิ่งสูง เมื่อก่อนเวลาหางาน งานที่ดีมีแต่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ คิดไปคิดมา ก็จริงนะ สมัยนี้ถ้ามีความเชียวชาญอย่างเดียว มันก็ธรรมดาไป แต่ถ้าได้ภาษาด้วย คือจะดูโปรไฟล์ดี “Professional’’ ไปเลย แล้วทำไมเราไม่ลองลงทุนสักครั้งเพื่ออนาคตของเรา

 

เราจึงตัดสินใจหันกลับมาเรียนภาษาอย่างจริงจรัง เลิกงานค่อยเรียน จะเริ่มเรียนหลัง 3 ทุ่ม แต่เวลาแบบนั้นคือไม่มีใครสอนเราหรอก หรือว่าลางาน 3-6 เดือนเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ??!!! บ้าาาา.... หยุดแค่อาทิตย์เดียวก็ไม่มีเงินใช้แล้ว ถ้าหยุดไปหลายเดือน จะเอาอะไรกิน มีแรงบันดาลใจเรียนภาษาแต่ไม่มีที่ไหนรับสอน :’( เครียดมาก ตอนนั้นมี Google เป็นที่พึ่งทางใจ เราแค่จะเอาทักษะการพูดฟัง เพราะอ่านและเขียนไม่จำเป็นเท่าไหร่ เวลาเรียนก็เป็นอีกอุปสรรค์ของเรามากๆ เพราะต่างคนต่างทำงานเสร็จก็แทบจะปิดบริษัทหนี รถก็ติด พอเห็นว่าเรียนผ่านเน็ตน่าจะเวิร์คสุด ค้นคว้า
ค้นหาไปเรื่อยๆสักพักหนึ่งก็เจอคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ เปิดคลาสเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน เรียนกับอาจารย์เจ้าของภาษาด้วย เฮ้ยย โคตรเจ๋งเลยอ่ะ เวลาเรียนและสถานที่เรียนไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว เรียนที่ไหนก็ได้ เรียนเวลาไหนก็ได้ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนมีคนช่วยดึงเราออกมาจากห่วงวิบากเลย เราเลยตัดสินใจสมัครเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ ภายใน 6 เดือนนี้เราต้องทำงานไปและเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ทุกวันไป ตามแผนที่วางเราไว้ที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นได้ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด รู้สึกดีใจสุดๆ เลิกงานก็ยังไม่รีบกลับบ้าน นั่งเรียนถึง 4-5 ทุ่มแล้วค่อยกลับ วันไหนอยากเปลี่ยนบรรยกาศก็ไปที่ร้านกาแฟนั่งเรียนเลย บางทีกลับบ้านตอน 3 ทุ่มครึ่งกว่า เราก็เข้าเรียนได้นะ คือการเรียนออนไลน์แบบนี้มันดีและสะดวกอ่ะ เวลาพักเที่ยงก็เข้าเรียนค่ะ
เรียนทุกวัน หัดพูดกับอาจารย์ทุกวัน ช่วงแรกๆก็มีปัญหาหน่อย ฟังไม่ค่อยได้ พูดไม่ค่อยคล่อง แต่ในห้องเรียนก็จะมีผู้ช่วยคนไทยด้วยเสมอ เวลาเรียนเราจะพยายามพูดภาษาอังกฤษให้เยอะที่สุดและถ้ามีข้อสงสัยเราก็จะถามอาจารย์เลย เราไม่อายเพราะไม่มีใครรู้จักเรา ไม่มีใครเห็นเรา ยังไงก็เสียเงินไปแล้วก็ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มที่สุด ในห้องเรียนอาจารย์ก็ช่วยเราแก้ไขในเรื่องของการออกเสียงที่ถูกต้อง และมีการสอนไวยากรณ์ที่พบเจอบ่อยในชีวิตประจำวันจนเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


หลังจากหนึ่งเดือนเราสามารถคุยกับอาจารย์เจ้าของภาษาได้โดยไม่ต้องให้ผู้ช่วยคนไทยมาช่วยแปลแล้ว อาจจะผิดบ้างแต่อาจารย์ก็เข้าใจที่เราพูด แต่ที่สำคัญคือเขาสามารถลบความกลัวในการคุยกับชาวฝรั่ง คลุกคลีกับภาษาอังกฤษในการเรียนแค่ 3 เดือน ภาษาของเราก็พัฒนาดีขึ้นเยอะ สามารถพูดอังกฤษกันโดยไม่ต้องคิดก่อนแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุ่มเทกับงาน ทุ่มเทกับโปรเจคมาเก็ตติ้งของบริษัท เลิกงานก็เรียน ใครๆก็บอกเราอึกเหมือนควาย ทำมาเก็ตติ้งแบบ Facebook ads, google adwords, social...เราทำได้หมด
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Project Manger และ Mentor ต้องเทรนพนักงานในบริษัทด้วย งานเพิ่มแต่เงินเดือนไม่เพิ่มขึ้นเลยค่ะ 555+ ยิ่งทำงานยิ่งสนุก สำหรับเรา ภาษาไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป การเทรนคนต่างชาติก็กลายเป็นเรื่องสบายไปแล้ว


พอได้มองย้อนกลับไป 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเราเองก็ไม่เคยคิดเลยว่า ภาษาของเราจะพัฒนาดีขึ้นถึงขนาดนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนเราแนะนำให้เราเข้าทำงานในบริษัทผลิตเกมส์ที่สิงคโปร์ เป็นบริษัทของอเมริกา ตำแหน่งผู้จัดการด้านมาเก็ตติ้ง คุณสมบัติคือ มีประสบการณ์ 3 ปีด้านมาเก็ตติ้ง และสามารถพูดอังกฤษได้คล่อง เงินเดือนเริ่มต้น 2500$(~85,000บาท) เห็นแล้วอยากร้องไห้ ตัวสั่นเลย... ไม่ใช่กลัวว่าความสามารถไม่เพียงพอนะ เรารู้สึกว่าเรามั่นใจมากเลย ส่วนภาษา เรานี่สบายเลย แค่ช็อคเรื่องเงินเดือนเท่านั้น

เราตัดสินใจจะสมัครที่นี่ทันที มั่นใจและคิดว่ายังไงก็ต้องได้ ภูมิใจในตัวเองแต่ก็ไม่เคยหยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อยากจะฝากข้อคิดไว้ให้กับผู้อ่าน โดยเฉพาะวัยทำงานนะคะว่า :
ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็ต้องคิดให้ดีก่อน ต้องมีกลยุทธ์และวางแผนก่อน อย่ารีบร้อน เพราะชีวิตมีขึ้นมีลง ดั้งนั้นต้องพร้อมที่จะสู้ แก้ไขปัญหา เจอปัญหาแล้วอย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งหนี ต้องสู้นะ!
พยายามเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
ค้นหาตัวเองว่าตนเองเก่งอะไรอย่างน้อยหนึ่งอย่างเช่น มาเก็ตติ้ง Sales, Guide, Programmer…
โดยเฉพาะ ถ้าอยากพัฒนาด้านอาชีพ ถึงแม้ว่าคุณมีความเชี่ยวชาญมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้ภาษาก็เหมือนปิดกั้นโอกาสในชีวิต เพราะถ้าคุณได้ภาษาคุณจะมีโอกาสดีๆเข้ามามากมาย ทั้งยังสามารถเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติได้อย่างหลากหลาย

หากสนใจคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ คุณสามารถฝากให้ TOPICA NATIVE ติดต่อกลับหาคุณฟรี และทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ฟรี! ลงทะเบียนในเว็บเพจนี้ได้เลย

พฤศจิกายน 22, 2018

สนใจรับข้อมูลเรียนกับ TOPICA NATIVE พร้อมรับสิทธิ์ทำแบบทดสอบ ฟรี!

หมวดหมู่ยอดนิยม

Tips&Tricks Work Vocabulary Inspiration Lifestyle Grammar Video
คุณชอบ BLOG ของเรามาก - น้อยแค่ไหน
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
แย่
แย่ที่สุด

ติดตามรับข่าวสาร บทความพัฒนาภาษาอังกฤษได้ทุกวัน

เรียนภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดหลักสูตร
พูดคุยกับเราต่อได้ที่
 
Line@
Lorem Ipsum is a simple dummy text used as a dummy text contents. Lorem ipsum will be replaced. Lorem Ipsum is a simple dummy text used as a dummy text contents. Lorem ipsum will be replaced.Lorem Ipsum is a simple dummy text used as a dummy text contents. Lorem ipsum will be replaced.